
ชม Mount Fuji ให้เต็มตา: Kawaguchiko, Hakone หรือ Enoshima?
กำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นจากอินเดียหรือบังกลาเทศอยู่หรือเปล่า? คู่มือนี้เปรียบเทียบ Kawaguchiko, Hakone และ Enoshima เพื่อชม Mount Fuji ให้สวยที่สุด พร้อมโอกาสเห็นตามฤดูกาล ค่าใช้จ่าย และคำแนะนำเรื่องอาหาร
10 ก.ค. 2569·✍️ olablog·⏱ 7 นาทีในการอ่าน
กำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นจากอินเดียหรือบังกลาเทศอยู่หรือเปล่า? คู่มือนี้เปรียบเทียบ Kawaguchiko, Hakone และ Enoshima เพื่อชม Mount Fuji ให้สวยที่สุด พร้อมโอกาสเห็นตามฤดูกาล ค่าใช้จ่าย และคำแนะนำเรื่องอาหาร
แตะภูมิภาคเพื่อดูบทความ
Mount Fuji ภูเขาอันเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเป็นครั้งแรก ด้วยภาพวิวตระการตาที่พบเห็นได้ตามโปสการ์ดและโบรชัวร์ท่องเที่ยว แต่สำหรับนักเดินทางจากอินเดียและบังกลาเทศหลายคน คำถามไม่ได้มีแค่ว่า จะได้เห็น Fuji หรือไม่ แต่ยังรวมถึง จะชมอย่างไรและที่ไหน จึงจะได้วิวภูเขาแบบเปิดโล่งสมบูรณ์ โดยไม่ต้องใช้งบเกินตัวหรือเสียเวลาเดินทางอันมีค่า
ไม่ว่าจะเป็น Kawaguchiko ยอดนิยม, Hakone ที่เต็มไปด้วยทิวทัศน์สวยงาม หรือ Enoshima ริมทะเล การตัดสินใจอาจไม่ง่าย คู่มือฉบับเจาะลึกนี้จะช่วยคุณเปรียบเทียบตัวเลือกต่าง ๆ แปลงค่าใช้จ่ายเป็นรูปีอินเดีย (และระบุเงินตากาบังกลาเทศในจุดที่เกี่ยวข้อง) พร้อมเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการพบกับ Fuji-san อย่างน่าประทับใจ แม้ต้องเผื่อใจไว้สำหรับวันที่ท้องฟ้ามีเมฆมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยทั่วไปควรเตรียมงบประมาณประมาณ ¥15,000 (ประมาณ ₹8,400) หรือมากกว่านั้นสำหรับทริปไปเช้าเย็นกลับที่ Kawaguchiko ซึ่งรวมค่าเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแล้ว
ตามหา Fuji: ทำความเข้าใจตัวเลือกต่าง ๆ
Mount Fuji คือยอดเขาที่สูงที่สุดของญี่ปุ่นและเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ อย่างไรก็ตาม ด้วยนิสัยขี้อายของภูเขาลูกนี้ การได้เห็นวิวชัด ๆ จึงไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้เสมอไป เพราะ Fuji มักเล่นซ่อนหาหลังกลุ่มเมฆอยู่บ่อยครั้ง สถานที่ที่คุณเลือกชมวิวมีผลอย่างมากต่อประสบการณ์ ระยะห่างจากภูเขา และความสะดวกในการเดินทางจาก Tokyo
สำหรับนักเดินทางจากอินเดียและบังกลาเทศที่อาจคุ้นเคยกับการเดินทางด้วยรถไฟระยะไกลหรือระบบขนส่งสาธารณะที่ซับซ้อนในประเทศของตน ระบบขนส่งของญี่ปุ่นมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องวางแผนล่วงหน้า ลองนึกถึงการใช้ Tokyo Metro เทียบกับ Delhi Metro ทั้งสองแห่งมีเครือข่ายกว้างขวางเหมือนกัน แต่รายละเอียดการใช้งานแตกต่างกันอยู่พอสมควร
สถานที่หลัก 3 แห่งที่เราจะพูดถึงคือ Kawaguchiko, Hakone และ Enoshima ซึ่งแต่ละแห่งมอบมุมมองและประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างกัน
Kawaguchiko เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค Fuji Five Lakes และอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดชม Fuji ที่มีชื่อเสียงที่สุด ทั้งยังมองเห็นภูเขาได้ใกล้และตรงที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวิวแบบคลาสสิกเหมือนในโปสการ์ด โดยหลายมุมสามารถเห็นเงาสะท้อนของ Fuji บนทะเลสาบได้
Hakone มองเห็น Fuji ได้ไกลกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังงดงามน่าประทับใจ โดยมีธรรมชาติรอบตัวและประสบการณ์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย เช่น บ่อน้ำพุร้อน (onsen) ส่วน Enoshima ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ นอกชายฝั่ง มอบวิวที่ไกลที่สุด เป็นเงาภูเขาลิบ ๆ ในวันที่อากาศแจ่มใส เหมาะกับการเที่ยวริมทะเลและแวะเมือง Kamakura อันเก่าแก่ในทริปเดียวกัน
ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระยะใกล้ Fuji งบประมาณ ประสบการณ์การเดินทางโดยรวมที่ต้องการ หรือความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน เนื่องจากทัศนวิสัยของ Fuji เปลี่ยนแปลงได้คาดเดายาก
Kawaguchiko: วิวคลาสสิกเหมือนโปสการ์ด
Kawaguchiko แทบจะเป็นคำพ้องความหมายของวิว Mount Fuji อันโด่งดัง โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยากได้ภาพถ่ายสมบูรณ์แบบ ที่นี่ตั้งอยู่ใน Yamanashi Prefecture เป็นหนึ่งใน Fuji Five Lakes และมีมุมมองภูเขาที่ใกล้และเปิดโล่งที่สุดแห่งหนึ่ง นี่จึงมักเป็นตัวเลือกแรกของผู้มาเยือนจากอินเดียและบังกลาเทศที่เดินทางมาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก และก็มีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจน
การเดินทางและการเที่ยวรอบพื้นที่
Kawaguchiko เดินทางไปได้เป็นหลักด้วยรถบัสด่วนหรือรถไฟจาก Tokyo
By Highway Bus: โดยทั่วไปนี่เป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดและมักเดินทางตรงที่สุด รถบัสออกจาก Shinjuku Expressway Bus Terminal (Busta Shinjuku) ไปยัง Kawaguchiko Station อยู่เป็นระยะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5 ถึง 2 ชั่วโมง ตั๋วเที่ยวเดียวมีราคาประมาณ ¥2,000 ถึง ¥2,200 (ประมาณ ₹1,120 ถึง ₹1,232) แนะนำให้จองล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์หรือฤดูท่องเที่ยว คุณสามารถจองออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อย่าง Japan Bus Online หรือซื้อที่สถานีขนส่งได้
By Train: การเดินทางด้วยรถไฟซับซ้อนกว่าเล็กน้อยและมักต้องเปลี่ยนขบวน จาก Shinjuku Station ให้ขึ้น JR Chuo Line (Limited Express Azusa หรือ Kaiji) ไปยัง Otsuki Station (ประมาณ 1 ชั่วโมง, ¥2,500-¥3,500 / ₹1,400-₹1,960) จาก Otsuki ให้เปลี่ยนไปขึ้น Fujikyu Railway Line ไปยัง Kawaguchiko Station (ประมาณ 1 ชั่วโมง, ¥1,170 / ₹655) หากมี JR Pass ค่าโดยสารช่วง JR Chuo Line จะครอบคลุมอยู่แล้ว แต่ Fujikyu Railway เป็นสายรถไฟเอกชน จึงต้องซื้อตั๋วแยก ค่าใช้จ่ายรวมโดยไม่มี JR Pass อยู่ที่ประมาณ ¥3,670 ถึง ¥4,670 (ประมาณ ₹2,055 ถึง ₹2,615) ต่อเที่ยว สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการจองตั๋วผ่าน IRCTC ลองนึกภาพว่าต้องจองช่วงหนึ่งกับรถไฟแห่งชาติ และอีกช่วงกับรถไฟภูมิภาคเอกชน
เมื่อถึง Kawaguchiko Station แล้ว รถบัสท้องถิ่นแบบเรโทร (สาย Red, Green, Blue) จะให้บริการไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญรอบทะเลสาบ บัตรโดยสาร 2 วันราคา ¥1,700 (ประมาณ ₹952) และมักคุ้มค่าหากวางแผนแวะหลายจุด ส่วนการจ่ายค่าโดยสารเป็นเที่ยว ๆ ก็ทำได้เช่นกัน
จุดชมวิวและกิจกรรมสำคัญ
- Chureito Pagoda: นี่คือภาพคลาสสิกแบบ “Fuji พร้อมเจดีย์และดอกซากุระ” ตั้งอยู่ใน Arakurayama Sengen Park โดยต้องนั่งรถไฟระยะสั้นจาก Kawaguchiko Station ไปลงที่ Shimo-Yoshida Station แล้วเดินขึ้นบันไดชันประมาณ 400 ขั้น วิวที่นี่โดดเด่นเป็นพิเศษในฤดูใบไม้ผลิซึ่งมีดอกซากุระ และฤดูใบไม้ร่วงที่มีใบไม้เปลี่ยนสี แม้ไม่มีดอกไม้หรือใบไม้สีสันสวยงาม เจดีย์กับ Fuji ก็ยังงดงามมาก
- Lake Kawaguchiko Northern Shore (Ubuyagasaki and Oishi Park): บริเวณเหล่านี้มีวิวสวยมาก โดยเฉพาะในวันที่ลมสงบซึ่งจะมองเห็น “reverse Fuji” หรือเงาสะท้อนของ Fuji บนทะเลสาบ ส่วน Oishi Park ขึ้นชื่อเรื่องดอกไม้ตามฤดูกาลที่ช่วยจัดกรอบให้ Fuji ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
- Kachi-Kachi Ropeway: พาขึ้นไปยังจุดชมวิวที่มองเห็น Lake Kawaguchiko และ Mount Fuji แบบพาโนรามา ตั๋วไป-กลับราคา ¥900 (ประมาณ ₹504)
- Lake Kawaguchiko Excursion Boat: ล่องเรือชมทะเลสาบแบบสบาย ๆ เพื่อชม Fuji จากมุมที่แตกต่าง ใช้เวลา 20 นาที ราคา ¥1,000 (ประมาณ ₹560)
- Itchiku Kubota Art Museum: จัดแสดงกิโมโนอันประณีตและสวนญี่ปุ่นสวยงาม เหมาะสำหรับพักผ่อนเชิงวัฒนธรรมในวันที่มองไม่เห็น Fuji ค่าเข้าชม ¥1,300 (ประมาณ ₹728)
ทริปไปเช้าเย็นกลับหรือพักค้างคืน
แม้การไปเช้าเย็นกลับจะทำได้ โดยเฉพาะหากใช้รถบัสตรง แต่การพักค้างคืนก็มีข้อดีหลายประการ ประการแรกคือเพิ่มโอกาสในการเห็น Fuji ช่วงเช้าตรู่มักมีท้องฟ้าเปิดและมองเห็นวิวได้ชัดกว่าก่อนที่เมฆจะเคลื่อนเข้ามา ประการที่สองคือทำให้เที่ยวได้สบายขึ้น มีเวลาเพลิดเพลินกับออนเซ็นเรียวกัง (ที่พักแบบดั้งเดิมพร้อมบ่อน้ำพุร้อน) หรือโรงแรมริมทะเลสาบ
ค่าที่พักมีตั้งแต่ประมาณ ¥8,000 (ประมาณ ₹4,480) สำหรับเกสต์เฮาส์ราคาประหยัด ไปจนถึง ¥25,000+ (ประมาณ ₹14,000+) สำหรับเรียวกังระดับกลางที่มีวิว Fuji และอาหารค่ำ สำหรับนักเดินทางชาวอินเดียและบังกลาเทศ สิ่งสำคัญคือการหาสมดุลระหว่างค่าใช้จ่ายกับความต้องการสัมผัสประสบการณ์แบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง เรียวกังหลายแห่งมีอาหารมังสวิรัติให้บริการหากแจ้งล่วงหน้า แต่ควรยืนยันให้ชัดเจนตอนจอง
เรื่องอาหาร
Kawaguchiko มีร้านอาหารให้เลือกพอสมควร หากต้องการอาหารมังสวิรัติหรือฮาลาล ลองมองหาตัวเลือกเหล่านี้:
- Udon/Soba Noodles: ร้านก๋วยเตี๋ยวหลายแห่งสามารถทำน้ำซุปมังสวิรัติได้ (ลองขอ 'shojin dashi' หรือ 'kombu dashi' ซึ่งเป็นน้ำซุปจากสาหร่ายทะเล) และเลือกท็อปปิงที่ไม่มีเนื้อสัตว์หรือปลา ควรระบุเสมอว่า “niku-nashi” (ไม่ใส่เนื้อสัตว์) และ “katsuo-bushi nashi” (ไม่ใส่ปลาโอแห้ง)
- Curry Rice: แม้แต่เมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กในญี่ปุ่นก็เริ่มมีร้านอาหารอินเดียเพิ่มขึ้น ซึ่งมีรสชาติคุ้นเคย ลองค้นหาผ่าน Google Maps ด้วยคำว่า “Indian restaurant Kawaguchiko” หรือ “halal food Kawaguchiko”
- Convenience Stores: Seven-Eleven, FamilyMart และ Lawson พบได้ทั่วไป มีข้าวปั้น (onigiri) แซนด์วิช และบางครั้งก็มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมังสวิรัติ อย่าลืมตรวจสอบส่วนผสมอย่างละเอียด
- Local Produce: คาเฟ่หลายแห่งมีเมนูที่ใช้ผักท้องถิ่น
ตัวอย่างแผนเที่ยว Kawaguchiko แบบไปเช้าเย็นกลับ
- 7:00 AM: ออกจาก Shinjuku Expressway Bus Terminal ไปยัง Kawaguchiko Station (ควรจองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้า)
- 9:00 AM: ถึง Kawaguchiko Station ซื้อตั๋วรถบัสเรโทร
- 9:30 AM: นั่งรถบัสเรโทรไปยังบริเวณ Shimo-Yoshida Station เดินขึ้นไปยัง Chureito Pagoda เพื่อถ่ายภาพมุมไอคอนิก
- 11:30 AM: กลับมายังบริเวณ Kawaguchiko Station เที่ยวชายฝั่งด้านเหนือ (Oishi Park) ชมวิวทะเลสาบ
- 1:00 PM: รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านท้องถิ่น อาจเลือกร้านอุด้งที่มีเมนูมังสวิรัติหรือร้านข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น
- 2:30 PM: นั่ง Kachi-Kachi Ropeway ชมวิวพาโนรามา
- 4:00 PM: เดินเล่นริมทะเลสาบแบบสบาย ๆ หรือแวะร้านขายของที่ระลึก
- 5:30 PM: ออกจาก Kawaguchiko Station โดยรถบัสกลับไปยัง Shinjuku
- 7:30 PM: เดินทางกลับถึง Tokyo
แผนนี้ค่อนข้างแน่น โดยมีค่าเดินทางและค่าเข้าชมสถานที่ประมาณ ¥5,000-¥7,000 (ประมาณ ₹2,800-₹3,920) ยังไม่รวมอาหาร
Hakone: ออนเซ็น ศิลปะ และวิว Fuji จากระยะไกล
Hakone ตั้งอยู่ใน Kanagawa Prefecture เป็นเมืองรีสอร์ตน้ำพุร้อนยอดนิยมที่ขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์ และวิว Mount Fuji จากระยะไกลที่อาจได้เห็นในวันที่อากาศเป็นใจ ที่นี่มอบประสบการณ์หลากหลายกว่า Kawaguchiko ด้วยการผสมผสานวัฒนธรรม การพักผ่อน และการเดินทางชมทิวทัศน์
โดยทั่วไปวิว Fuji จาก Hakone จะอยู่ไกลออกไปและมักมองข้าม Lake Ashi แต่เมื่อท้องฟ้าเปิด วิวก็สวยไม่แพ้กัน
การเดินทางและการเที่ยวรอบพื้นที่
Hakone เดินทางจาก Tokyo ได้สะดวก โดยทั่วไปใช้ Odakyu Railways จาก Shinjuku Station
Odakyu Romancecar: รถไฟด่วนพิเศษขบวนนี้นั่งสบายและเดินทางตรงไปยัง Hakone-Yumoto Station ใช้เวลาประมาณ 85 นาที ตั๋วเที่ยวเดียวราคาประมาณ ¥2,330 (ประมาณ ₹1,305) แนะนำให้จองออนไลน์หรือที่ Shinjuku Station
Hakone Free Pass: บัตรนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเที่ยว Hakone ครอบคลุมการเดินทางไป-กลับจาก Shinjuku ถึง Hakone และใช้บริการขนส่งท้องถิ่นหลายประเภทได้ไม่จำกัด (Hakone Tozan train, cable car, ropeway, pirate ship, buses) เป็นเวลา 2 หรือ 3 วัน บัตร 2 วันราคา ¥6,100 (ประมาณ ₹3,416) หากซื้อจาก Shinjuku หรือ ¥5,000 (ประมาณ ₹2,800) หากซื้อจาก Odawara (เมืองประตูสู่ Hakone) สำหรับผู้ที่มี JR Pass และเดินทางไป Odawara ก่อน สำหรับนักเดินทางจากอินเดียและบังกลาเทศ บัตรนี้เปรียบเสมือนแพ็กเกจท่องเที่ยวที่จัดการทุกอย่างไว้ให้ ช่วยลดความยุ่งยากในการเดินทางและมักช่วยประหยัดเงิน คล้ายบัตรโดยสารรถไฟใต้ดินและรถบัสแบบรวมในเมืองใหญ่
“Hakone Round Course”
วิธีเที่ยว Hakone แบบคลาสสิกคือ “Hakone Round Course” ซึ่งใช้พาหนะหลายรูปแบบ:
- Hakone Tozan Railway: รถไฟภูเขาบรรยากาศมีเสน่ห์จาก Hakone-Yumoto ไปยัง Gora
- Hakone Tozan Cable Car: จาก Gora ไปยัง Sounzan
- Hakone Ropeway: จาก Sounzan ผ่าน Owakudani (หุบเขาภูเขาไฟที่มีบ่อน้ำพุร้อนและปล่องไอ) ไปยัง Togendai ช่วงนี้มักมีวิว Fuji ที่ดีที่สุดช่วงหนึ่ง หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย
- Hakone Sightseeing Cruise (Pirate Ship): ล่องบน Lake Ashi จาก Togendai ไปยัง Hakone-machi หรือ Motohakone ในวันที่อากาศดี Fuji มักปรากฏอย่างสง่างามอยู่เบื้องหลังประตูโทริอิอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hakone Shrine ริมทะเลสาบ
จุดชมวิวและกิจกรรมสำคัญ
- Lake Ashi: วิว Fuji ข้ามทะเลสาบ โดยเฉพาะจากเรือโจรสลัดหรือจุดชมวิวบางแห่ง เช่น ท่าเรือ Motohakone ถือเป็นวิวแบบคลาสสิกของ Hakone
- Owakudani: หุบเขาภูเขาไฟชื่อดังจาก “black eggs” (kuro-tamago) ไข่ต้มในบ่อน้ำพุร้อนกำมะถัน ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยให้อายุยืนขึ้นอีกเจ็ดปี บริเวณนี้ยังมีวิวพาโนรามา และบ่อยครั้งมองเห็น Fuji ได้ด้วย
- Hakone Open-Air Museum: สวนประติมากรรมกลางแจ้งชั้นเยี่ยมท่ามกลางฉากหลังเป็นภูเขา ค่าเข้าชม ¥1,600 (ประมาณ ₹896) เป็นตัวเลือกสำรองที่ดีในวันที่มองไม่เห็น Fuji
- Hakone Shrine: ศาลเจ้าสวยงามที่มีประตูโทริอิอันเป็นเอกลักษณ์ตั้งอยู่ใน Lake Ashi
- Onsen: Hakone มีชื่อเสียงอย่างมากเรื่องบ่อน้ำพุร้อน โรงแรมและเรียวกังหลายแห่งมีห้องอาบน้ำรวม (sento) หรือห้องอาบน้ำส่วนตัว (kashikiri) นอกจากนี้ยังมีออนเซ็นสำหรับใช้บริการแบบไปเช้าเย็นกลับ
ทริปไปเช้าเย็นกลับหรือพักค้างคืน
Hakone สามารถเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับจาก Tokyo ได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ Hakone Free Pass อย่างไรก็ตาม การพักค้างคืนช่วยให้เที่ยวได้ผ่อนคลายกว่า โดยเฉพาะหากต้องการดื่มด่ำกับประสบการณ์ออนเซ็นอย่างเต็มที่ การตื่นขึ้นมาใน Hakone และลุ้นชม Fuji ในช่วงเช้าตรู่ที่ท้องฟ้าเปิดอาจเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า
ค่าที่พักมีตั้งแต่เกสต์เฮาส์ราคาประหยัดเริ่มต้นประมาณ ¥7,000 (ประมาณ ₹3,920) ไปจนถึงเรียวกังหรูพร้อมออนเซ็นส่วนตัว ราคา ¥30,000+ (ประมาณ ₹16,800+)
เรื่องอาหาร
Hakone มีร้านอาหารให้เลือกหลากหลาย
- Soba/Udon: เช่นเดียวกับ Kawaguchiko เมนูเส้นเหล่านี้มักปรับเป็นสูตรมังสวิรัติได้
- Tofu Dishes: เนื่องจากอยู่ใกล้พื้นที่ภูเขา เต้าหู้ที่นี่จึงมักสดและอร่อย ลองมองหาร้านที่เชี่ยวชาญด้าน 'yuba' (ฟองเต้าหู้)
- “Kuro-tamago” (Black Eggs): เมนูที่ต้องลองเมื่อไป Owakudani แต่ควรทราบว่าเป็นไข่ต้ม จึงเหมาะกับผู้รับประทานมังสวิรัติแบบมีไข่
- Convenience Stores: เหมาะสำหรับของกินง่าย ๆ และเป็นตัวเลือกที่ไว้ใจได้
- Indian/Halal: แม้จะพบได้น้อยกว่าใน Kawaguchiko แต่เมืองใหญ่บางแห่งใน Hakone เช่น Odawara หรือ Hakone-Yumoto อาจมีตัวเลือกเหล่านี้ ควรใช้เครื่องมือค้นหาออนไลน์ทุกครั้ง
ตัวอย่างแผนเที่ยว Hakone แบบไปเช้าเย็นกลับ (โดยใช้ Hakone Free Pass)
- 8:00 AM: ออกจาก Shinjuku โดย Odakyu Romancecar ไปยัง Hakone-Yumoto
- 9:30 AM: ถึง Hakone-Yumoto เริ่มต้น Hakone Round Course นั่ง Hakone Tozan Railway ไปยัง Gora
- 10:30 AM: นั่ง Cable Car ไปยัง Sounzan จากนั้นต่อ Ropeway ไปยัง Owakudani เที่ยว Owakudani และลองชิมไข่ดำ
- 12:30 PM: นั่ง Ropeway ต่อไปยัง Togendai
- 1:00 PM: รับประทานอาหารกลางวันที่ Togendai หรือบนเรือโจรสลัด
- 2:00 PM: นั่งเรือโจรสลัดข้าม Lake Ashi ไปยัง Motohakone ชมวิว Fuji หากมองเห็น
- 2:45 PM: เดินไปยัง Hakone Shrine และประตูโทริอิ
- 4:00 PM: นั่งรถบัสจาก Motohakone ไปยัง Hakone-Yumoto
- 5:30 PM: ออกจาก Hakone-Yumoto โดย Romancecar กลับไปยัง Shinjuku
- 7:00 PM: เดินทางกลับถึง Tokyo
แผนนี้มีค่าใช้จ่ายประมาณ ¥6,100 (ประมาณ ₹3,416) สำหรับ Hakone Free Pass ยังไม่รวมอาหารและค่าเข้าพิพิธภัณฑ์เพิ่มเติม
Enoshima: เสน่ห์ริมทะเลกับวิว Fuji จากระยะไกล
Enoshima เป็นเกาะเล็ก ๆ ใกล้ Kamakura ใน Kanagawa Prefecture มอบประสบการณ์ชม Fuji ที่แตกต่างออกไป ที่นี่ Mount Fuji เป็นฉากหลังอันสง่างามอยู่ไกลลิบเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกและสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ของเกาะ
ที่นี่ไม่ใช่จุดสำหรับถ่ายภาพ Fuji แบบใกล้ ๆ แต่เหมาะกับการชมวิวชายฝั่งอย่างสงบในวันที่อากาศแจ่มใสมาก ๆ นักท่องเที่ยวมักจับคู่ Enoshima กับการเยือนเมืองประวัติศาสตร์ Kamakura ซึ่งมีชื่อเสียงจากพระใหญ่และวัดจำนวนมาก
การเดินทางและการเที่ยวรอบพื้นที่
Enoshima เดินทางจาก Tokyo ได้สะดวก
By Odakyu Line: จาก Shinjuku Station ไปยัง Katase-Enoshima Station โดยตรง ใช้เวลาประมาณ 65-75 นาที ตั๋วเที่ยวเดียวราคา ¥670 (ประมาณ ₹375)
By JR Line: จาก Tokyo Station ไปยัง Fujisawa Station (JR Tokaido Line ใช้เวลาประมาณ 45-50 นาที) จาก Fujisawa เปลี่ยนไปขึ้น Odakyu Enoshima Line ไปยัง Katase-Enoshima Station (ประมาณ 7 นาที) หรือ Enoden Line ไปยัง Enoshima Station (ประมาณ 10 นาที) ค่าเดินทางช่วง JR ครอบคลุมด้วย JR Pass ส่วนช่วง Odakyu หรือ Enoden ต้องจ่ายเพิ่ม
เมื่อถึง Enoshima แล้ว คุณสามารถเดินเที่ยวหรือใช้ Enoshima Escar (บันไดเลื่อน) ขึ้นเนิน ค่าโดยสาร ¥360 (ประมาณ ₹201) สำหรับเที่ยวเดียว หรือ ¥800 (ประมาณ ₹448) สำหรับไป-กลับและใช้ได้ครบทุกช่วง
จุดชมวิวและกิจกรรมสำคัญ
- Enoshima Sea Candle: ประภาคารชมวิวของเกาะที่มองเห็นทิวทัศน์แบบพาโนรามา ในวันที่อากาศแจ่มใสเป็นพิเศษจะมองเห็น Fuji ทางทิศตะวันตก ค่าเข้าชมจุดชมวิว Sea Candle อยู่ที่ ¥500 (ประมาณ ₹280) และมีตั๋วรวมกับสวนพฤกษศาสตร์จำหน่ายด้วย
- Iwaya Caves: ถ้ำทะเลที่เกิดจากการกัดเซาะ ค่าเข้าชม ¥500 (ประมาณ ₹280)
- Enoshima Shrine: กลุ่มศาลเจ้าที่อุทิศให้กับ Benten เทพีแห่งโชคลาภ ดนตรี และความรู้
- Enoshima Samuel Cocking Garden: สวนพฤกษศาสตร์ที่ผสมผสานพืชญี่ปุ่นและพืชเขตร้อน ค่าเข้าชม ¥200 (ประมาณ ₹112)
- Kamakura: นั่งรถไฟ Enoden Line ไปเพียงไม่นานก็ถึง Kamakura ซึ่งมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น พระใหญ่ (Kotoku-in Temple, ค่าเข้า ¥300 / ₹168) และ Hasedera Temple (ค่าเข้า ¥400 / ₹224) จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเที่ยวสำรวจทั้งวัน แม้วันนั้นจะมองไม่เห็น Fuji ก็ตาม
ข้อควรรู้สำหรับทริปแบบไปเช้าเย็นกลับ
Enoshima แทบจะเป็นจุดหมายสำหรับเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับโดยเฉพาะ เสน่ห์หลักอยู่ที่บรรยากาศริมทะเลอันผ่อนคลายและการเที่ยวควบคู่กับ Kamakura แม้จะมีเรียวกังอยู่ไม่กี่แห่ง แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกพักใน Tokyo การมาเยือนที่นี่จึงเน้นประสบการณ์โดยรวมมากกว่าการชม Fuji เพียงอย่างเดียว
เรื่องอาหาร
Enoshima และ Kamakura ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล โดยเฉพาะ 'shirasu' (ปลาไวท์เบต) อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีตัวเลือกสำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติและอาหารฮาลาล:
- Curry Rice: ใน Kamakura และ Fujisawa มีร้านอาหารอินเดียอยู่หลายแห่ง
- Vegetarian Cafes: Kamakura เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม จึงมีคาเฟ่ที่เพิ่มเมนูเป็นมิตรกับผู้รับประทานมังสวิรัติมากขึ้นเรื่อย ๆ
- Convenience Stores: เป็นตัวเลือกสำรองที่ไว้ใจได้เสมอ
- “Shojin Ryori”: หากต้องการสัมผัสอาหารมังสวิรัติแบบดั้งเดิมอย่างแท้จริง ร้านอาหารตามวัดบางแห่งใน Kamakura มี 'shojin ryori' (อาหารมังสวิรัติแบบพุทธ) ให้บริการ แต่ร้านประเภทนี้มักมีราคาสูงกว่าและต้องจองล่วงหน้า
ตัวอย่างแผนเที่ยว Enoshima & Kamakura แบบไปเช้าเย็นกลับ
- 8:30 AM: ออกจาก Shinjuku โดย Odakyu Line ไปยัง Katase-Enoshima Station
- 9:45 AM: ถึง Katase-Enoshima ข้ามสะพานไปยัง Enoshima Island
- 10:15 AM: เที่ยว Enoshima Shrine ใช้ Escar ขึ้นเนิน แวะ Samuel Cocking Garden และ Enoshima Sea Candle เพื่อลุ้นชม Fuji จากระยะไกล
- 1:00 PM: รับประทานอาหารกลางวันที่ Enoshima หรือเดินทางต่อไปยัง Kamakura
- 2:00 PM: นั่ง Enoden Line จาก Enoshima Station ไปยัง Hase Station เยี่ยมชมพระใหญ่ที่ Kotoku-in Temple และ Hasedera Temple
- 4:30 PM: นั่ง Enoden Line ไปยัง Kamakura Station เดินเที่ยวถนนชอปปิง Komachi-dori
- 6:00 PM: ออกจาก Kamakura Station (ผ่าน Fujisawa) เดินทางกลับ Tokyo
- 7:30 PM: เดินทางกลับถึง Tokyo
ทริปนี้มีค่าใช้จ่ายประมาณ ¥2,000-¥3,000 (ประมาณ ₹1,120-₹1,680) สำหรับค่าเดินทางและค่าเข้าชมสถานที่ ยังไม่รวมอาหาร
โอกาสมองเห็นตามฤดูกาลและความน่าจะเป็นของวันที่ท้องฟ้าเปิดในแต่ละเดือน
การมองเห็น Mount Fuji ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศอย่างมาก ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ภูเขามักถูกปกคลุมด้วยเมฆ โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่อากาศอุ่นขึ้น การทำความเข้าใจรูปแบบสภาพอากาศตามฤดูกาลจึงสำคัญต่อการวางแผนทริปจากอินเดียหรือบังกลาเทศ ซึ่งนักเดินทางอาจคุ้นเคยกับฤดูมรสุมที่ชัดเจนอยู่แล้ว ญี่ปุ่นเองก็มีฤดูฝนที่เรียกว่า 'tsuyu' ซึ่งมีลักษณะคล้ายฤดูมรสุม
| Month | Visibility Odds (General) | Notes for Indian/Bangladeshi Travellers
ความคิดเห็น
ยังไม่มีรีวิว — เป็นคนแรกสิ!
บทความในภูมิภาคนี้ — ภูเขาฟูจิ
ดูทั้งหมด →
เที่ยว Hakone Loop ด้วยรถตู้ส่วนตัว: กระเช้า ทะเลสาบ Ashi และพิพิธภัณฑ์
3 min · tips

HiAce 10 ที่นั่งสำหรับครอบครัวใหญ่: เที่ยว Tokyo, Fuji และ Hakone ได้ง่ายยิ่งขึ้น
3 min · tips

ทริปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิแบบไปเช้าเย็นกลับด้วยรถตู้ส่วนตัว: ทะเลสาบ วิวทิวทัศน์ และสถานีที่ 5
3 min · tips

ทริปกลุ่มไปออนเซ็นที่ Hakone ด้วยรถบัสเช่าเหมาคัน
3 min · tips