
Kamakura & Enoshima
ค้นพบ Kamakura & Enoshima: พระใหญ่สุดไอคอนิก รถไฟชมวิว Enoden อาหารปลอดชิราสึ และพระอาทิตย์ตกสุดงดงามจาก Tokyo คู่มือการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียและบังกลาเทศ
10 ก.ค. 2569·✍️ olablog·⏱ 10 นาทีในการอ่าน
ค้นพบ Kamakura & Enoshima: พระใหญ่สุดไอคอนิก รถไฟชมวิว Enoden อาหารปลอดชิราสึ และพระอาทิตย์ตกสุดงดงามจาก Tokyo คู่มือการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียและบังกลาเทศ
แตะภูมิภาคเพื่อดูบทความ
ห่างจากใจกลาง Tokyo ที่แสนคึกคักเพียงหนึ่งชั่วโมง ก็มีชายฝั่งอันเงียบสงบรอให้คุณไปสัมผัส ที่นี่ผสมผสานประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ความสงบทางจิตวิญญาณ และวิวมหาสมุทรอันน่าทึ่งไว้ได้อย่างลงตัว Kamakura และ Enoshima เป็นจุดหมายปลายทางสองแห่งที่แตกต่างกัน แต่สามารถเที่ยวรวมกันได้อย่างง่ายดาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับทริปแบบไปเช้าเย็นกลับหรือพักค้างคืนแบบสบาย ๆ คู่มือนี้จัดทำขึ้นโดยเฉพาะสำหรับผู้อ่านจากอินเดียและบังกลาเทศ โดยครอบคลุมข้อกังวลที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และที่สำคัญที่สุดคือการหาร้านอาหารมังสวิรัติและอาหารที่เป็นมิตรต่อผู้รับประทานฮาลาลในญี่ปุ่น
วางแผนการเดินทาง: จาก Tokyo ไป Kamakura & Enoshima
การเดินทางจาก Tokyo ไป Kamakura และ Enoshima นั้นไม่ซับซ้อน เพราะมีรถไฟหลายทางเลือกให้เหมาะกับงบประมาณและสไตล์การเดินทางที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจตัวเลือกเหล่านี้จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและเงิน
ข้อได้เปรียบของ JR Pass
สำหรับผู้ที่มี Japan Rail Pass (JR Pass) การเดินทางไป Kamakura จะครอบคลุมเกือบทั้งหมด จากสถานีหลักใน Tokyo เช่น Shinjuku, Shibuya หรือ Tokyo Station ให้ขึ้นรถไฟสาย JR Shonan-Shinjuku Line หรือ JR Yokosuka Line ที่ตรงไปยัง Kamakura Station โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง จึงเป็นตัวเลือกที่สะดวก หากเดินทางมาจาก Ueno หรือย่านทางตอนเหนืออื่น ๆ ของ Tokyo คุณอาจขึ้น JR Ueno-Tokyo Line แล้วเปลี่ยนไป JR Yokosuka Line การใช้ JR Pass ทำให้ช่วงการเดินทางนี้เรียกได้ว่า “ฟรี” ภายในระยะเวลาที่บัตรยังใช้งานได้ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า JR Pass เป็นบัตรโดยสารทั่วประเทศ แม้จะคุ้มค่ามากสำหรับการเดินทางระยะไกล แต่หากวันนั้นคุณยังไม่ได้เปิดใช้ JR Pass รถไฟเอกชนท้องถิ่นหรือพาสท่องเที่ยวเฉพาะพื้นที่บางประเภทอาจคุ้มกว่าสำหรับการเดินทางระยะสั้นในภูมิภาคนี้
Odakyu Enoshima-Kamakura Free Pass: คุ้มค่าเกินราคา
สำหรับนักเดินทางที่ไม่มี JR Pass หรือผู้ที่ต้องการใช้พาสเฉพาะภูมิภาค Odakyu Enoshima-Kamakura Free Pass เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม พาสนี้ให้โดยสารได้ไม่จำกัดบน Odakyu Line ระหว่าง Shinjuku และ Fujisawa, Enoden Line (ซึ่งเชื่อม Kamakura, Enoshima และเมืองชายฝั่งอื่น ๆ) รวมถึง Odakyu Enoshima Line ถือเป็นข้อเสนอที่คุ้มมากสำหรับทริปแบบไปเช้าเย็นกลับที่เที่ยวทั้ง Kamakura และ Enoshima
ราคาปัจจุบันของ Odakyu Enoshima-Kamakura Free Pass โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ ¥1,640 สำหรับผู้ใหญ่ (ประมาณ ₹918 หรือ ৳1,900) ส่วนพาสเด็กมีจำหน่ายในราคาครึ่งหนึ่ง คุณสามารถซื้อพาสได้อย่างสะดวกที่ Odakyu Sightseeing Service Center ใน Shinjuku Station หรือจากเครื่องจำหน่ายตั๋วของ Odakyu Line ทุกเครื่อง พาสมีอายุการใช้งานหนึ่งวัน เราแนะนำอย่างยิ่งให้ซื้อพาสนี้หากแผนการเดินทางของคุณเน้นสองจุดหมายนี้เป็นหลัก และคุณไม่ได้ใช้ JR Pass ในวันนั้น เพราะช่วยลดความยุ่งยากในการซื้อตั๋วและประหยัดค่าเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าคุณน่าจะขึ้นลง Enoden หลายเที่ยว
ตัวเลือกโดยสารรถไฟเอกชนโดยตรง: JR Shonan-Shinjuku หรือ Yokosuka Line
หากเลือกซื้อตั๋วแยกแทนการใช้พาส การเดินทางเที่ยวเดียวจาก Tokyo Station ไป Kamakura Station ด้วย JR Yokosuka Line มีค่าใช้จ่ายประมาณ ¥950 (ประมาณ ₹532) ส่วนจาก Shinjuku ไป Kamakura ด้วย JR Shonan-Shinjuku Line ก็มีราคาใกล้เคียงกัน แม้จะสะดวก แต่การซื้อตั๋วแยกสำหรับแต่ละช่วงของการเดินทาง (Tokyo ไป Kamakura จากนั้นขึ้นลง Enoden หลายสถานี แล้วกลับ Tokyo) อาจทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมักแพงกว่า Odakyu Free Pass หากคุณวางแผนเที่ยวหลายแห่ง
เคล็ดลับการเดินทาง: เช่นเดียวกับการวางแผนเดินทางด้วยรถไฟในอินเดียที่คุณอาจเปรียบเทียบตัวเลือกของ IRCTC ทั้งด้านความเร็วและราคา การเดินทางในญี่ปุ่นก็ควรพิจารณาว่าพาสหรือตั๋วแยกแบบใดเหมาะกับแผนของคุณมากที่สุด สำหรับทริป Kamakura และ Enoshima แบบหนึ่งวัน Odakyu Free Pass มักเป็นตัวเลือกที่ประหยัดและสะดวกที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่มี JR Pass
การเดินทางภายใน Kamakura และ Enoshima
เมื่อมาถึง Kamakura สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งอยู่ในระยะเดินจาก Kamakura Station หรือเดินทางด้วยรถบัสเพียงไม่นาน อย่างไรก็ตาม เสน่ห์ที่แท้จริงของการสำรวจภูมิภาคนี้อยู่ที่ Enoden Line รถรางรางเดี่ยวสายสวยงามนี้วิ่งเลียบชายฝั่ง พร้อมมอบวิวทะเลอันน่าทึ่งระหว่างเชื่อม Kamakura ไปยัง Enoshima และต่อไปทางตะวันตกถึง Fujisawa การนั่งรถไฟสายนี้ไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่เป็นประสบการณ์ในตัวเอง
สัญลักษณ์แห่ง Kamakura: พระใหญ่ (Daibutsu)
การมาเยือน Kamakura จะยังไม่สมบูรณ์หากไม่ได้มายืนต่อหน้าพระใหญ่ผู้สง่างาม หรือ Daibutsu แห่ง Kotoku-in Temple พระพุทธรูปสำริดขนาดมหึมาองค์นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติ และเป็นพระพุทธรูปที่สูงเป็นอันดับสองในญี่ปุ่น โดยมีความสูงถึง 13.35 เมตร (44 ฟุต) และมีน้ำหนักประมาณ 121 ตัน สีหน้าอันสงบนิ่งและผิวสำริดสีเขียวที่ผ่านกาลเวลาบอกเล่าเรื่องราวที่ทอดยาวมากกว่า 750 ปี
เดิมทีพระพุทธรูปองค์นี้หล่อขึ้นในปี 1252 และประดิษฐานอยู่ภายในหอพระขนาดใหญ่ แต่พายุไต้ฝุ่นหลายครั้งและสึนามิในศตวรรษที่ 15 ได้ทำลายอาคารวัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้พระใหญ่ต้องประดิษฐานกลางแจ้งมาตั้งแต่ปี 1498 การอยู่ท่ามกลางธรรมชาตินี้ยิ่งเพิ่มความน่าพิศวงให้แก่องค์พระ และเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ชื่นชมความยิ่งใหญ่ของพระองค์ตัดกับท้องฟ้าโล่ง
การเยี่ยมชม Daibutsu
บริเวณ Kotoku-in Temple มีขนาดไม่ใหญ่มากและเดินสำรวจได้ง่าย คุณจะเดินผ่านทางสวนอันเงียบสงบไปยังพระใหญ่ และจะเริ่มเห็นขนาดอันมหึมาขององค์พระชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าใกล้ ต่างจากพระพุทธรูปขนาดใหญ่อื่น ๆ ในญี่ปุ่น ที่นี่คุณสามารถเข้าไปด้านในองค์ Daibutsu ได้จริงโดยจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเล็กน้อย ทำให้ได้เห็นมุมมองที่ไม่เหมือนใครเกี่ยวกับโครงสร้างของพระพุทธรูป ภายในเป็นโครงสร้างกลวงที่น่าสนใจ แม้ประสบการณ์จะใช้เวลาไม่นานก็ตาม
- ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชม Kotoku-in Temple โดยทั่วไปอยู่ที่ ¥300 (ประมาณ ₹168 หรือ ৳350) สำหรับผู้ใหญ่ หากต้องการเข้าไปด้านในองค์พระ จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ¥50 (ประมาณ ₹28 หรือ ৳58)
- เวลาเปิดทำการ: โดยทั่วไปวัดเปิดตั้งแต่ 8:00 AM ถึง 5:30 PM (ถึง 5:00 PM ในช่วง October ถึง March) ส่วนภายในองค์พระมักเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 8:00 AM ถึง 4:30 PM ควรตรวจสอบเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทางทุกครั้ง เผื่อมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลหรือปิดชั่วคราว
- การเดินทาง: จาก Kamakura Station สามารถขึ้นรถบัส (ประมาณ 10 นาที) หรือเดินผ่านย่านที่พักอาศัยอย่างเพลิดเพลินประมาณ 20-25 นาที อีกทางเลือกคือขึ้น Enoden Line จาก Kamakura Station ไป Hase Station (สถานีที่สาม ใช้เวลาประมาณ 5 นาที) จาก Hase Station เดินต่อเพียง 7 นาทีถึง Daibutsu
เคล็ดลับการถ่ายภาพ: หากต้องการภาพมุมคลาสสิก ให้ถอยออกมายืนห่างจากองค์พระเล็กน้อยเพื่อเก็บภาพทั้งองค์ อาจจัดให้มีต้นไม้โดยรอบอยู่ในเฟรมด้วย แสงยามเช้าตรู่หรือช่วงบ่ายแก่ ๆ มักสวยเป็นพิเศษ
สวนศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางธรรมชาติ: Hasedera Temple
Hasedera Temple อยู่ห่างจากพระใหญ่เพียงเดินไม่ไกล และมอบบรรยากาศที่แตกต่างอย่างชัดเจนด้วยสวนสีสันสดใส วิวทะเลแบบพาโนรามา และงานศิลปะพุทธศาสนามากมาย วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาและมีชื่อเสียงจากพระโพธิสัตว์ Kannon สิบเอ็ดพักตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประติมากรรมไม้ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากต้นการบูรต้นเดียว มีความสูงกว่า 9 เมตร (30 ฟุต) และน่าตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง แม้โดยทั่วไปจะไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในหอพระหลัก แต่การได้ชมองค์พระด้วยตนเองก็เป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง
พื้นที่ของ Hasedera สวยงามน่าเดินชมตลอดทั้งปี ในเดือน June วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องดอกไฮเดรนเยีย โดยดอกไม้หลายพันดอกจะบานสะพรั่งตามทางเดินบนเนินเขา นอกจากนี้ยังมี Jizo-do Hall อันน่ารัก ซึ่งประดิษฐานรูปปั้น Jizo ขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วน หลายองค์สวมหมวกถัก แทนดวงวิญญาณของเด็กที่เสียชีวิตแล้ว ภายในวัดยังมีถ้ำเล็ก ๆ ชื่อ Benten-kutsu ซึ่งอุทิศให้แก่ Benten (Benzaiten) เทพีแห่งโชคลาภ โดยมีรูปปั้นต่าง ๆ แกะสลักอยู่ตามผนังถ้ำ
การเยี่ยมชม Hasedera Temple
ผังของวัดออกแบบให้เดินขึ้นเนินได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีจุดชมวิวหลายแห่งที่มองเห็นทิวทัศน์ของเมือง Kamakura และอ่าว Sagami ได้งดงามยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ภายในวัดมีร้านอาหารที่จัดที่นั่งหันออกไปทางอ่าว เหมาะสำหรับนั่งพักเป็นอย่างยิ่ง
- ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชม Hasedera Temple อยู่ที่ ¥400 (ประมาณ ₹224 หรือ ৳465) สำหรับผู้ใหญ่
- เวลาเปิดทำการ: โดยทั่วไป Hasedera เปิดตั้งแต่ 8:00 AM ถึง 5:00 PM (ถึง 4:30 PM ในช่วง October ถึง February)
- การเดินทาง: จาก Hase Station (Enoden Line) เดินเพียง 5 นาทีถึง Hasedera Temple หากเพิ่งไปชม Daibutsu มา การเดินระหว่างสองสถานที่นี้ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีและเป็นเส้นทางที่น่าเดิน
เกร็ดวัฒนธรรม: เมื่อเยี่ยมชมวัด ควรแสดงความเคารพด้วยการพูดเบา ๆ แต่งกายสุภาพ และถอดรองเท้าก่อนเข้าสู่หอพระบางแห่ง บริเวณทางเข้ามักมีจุดชำระล้าง (temizuya) ให้ล้างมือและบ้วนปาก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการชำระล้างก่อนเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
ความสงบและมัทฉะ: Hokokuji Temple (วัดไผ่)
หากต้องการสัมผัสความเงียบสงบอย่างแท้จริงราวกับหลุดออกจากฝูงชน ให้มุ่งหน้าไปยัง Hokokuji Temple หรือที่รู้จักกันอย่างรักใคร่ว่า “วัดไผ่” วัดเซนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1334 และมีชื่อเสียงจากป่าไผ่อันงดงาม ลำไผ่สูงตระหง่านและเสียงใบไผ่เสียดสีกันสร้างบรรยากาศราวกับอยู่ในโลกเหนือจริง ที่นี่เหมาะสำหรับการชะลอจังหวะชีวิต สูดหายใจลึก ๆ และกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง
การเดินผ่านป่าไผ่เขียวขจีให้ความรู้สึกราวกับก้าวเข้าสู่อีกดินแดนหนึ่ง แสงแดดลอดผ่านยอดไผ่อย่างนุ่มนวล เกิดเป็นเงาลายบนทางเดิน เสียงลำไผ่เสียดสีกันเบา ๆ ตามแรงลมคือเสียงเดียวที่ได้ยิน ช่วยสร้างบรรยากาศชวนทำสมาธิ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชายหาดอันมีชีวิตชีวาของ Enoshima หรือถนนคึกคักใน Kamakura
ประสบการณ์ดื่มมัทฉะ
เพื่อเติมเต็มความสงบ Hokokuji Temple เปิดโอกาสให้คุณดื่มชามัทฉะที่ตีสดใหม่ท่ามกลางป่าไผ่ได้โดยตรง โรงน้ำชาขนาดเล็กชื่อ Kyu-an ตั้งอยู่ริมป่าไผ่ คุณสามารถนั่งบนเสื่อทาทามิ ลิ้มรสชาเขียวรสขมอมหวาน พร้อมชมลำไผ่ที่ไหวเอนไปตามลม นี่คือประสบการณ์ทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่ไม่ควรพลาด
- ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชม Hokokuji Temple อยู่ที่ ¥300 (ประมาณ ₹168 หรือ ৳350) สำหรับผู้ใหญ่
- ค่ามัทฉะ: หากต้องการดื่มมัทฉะ โดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ¥600 (ประมาณ ₹336 หรือ ৳700) ซึ่งรวมขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมชิ้นเล็กไว้แล้ว
- เวลาเปิดทำการ: โดยทั่วไปวัดเปิดตั้งแต่ 9:00 AM ถึง 4:00 PM โรงน้ำชามักเปิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่อาจปิดเร็วกว่านี้เล็กน้อย วัดปิดระหว่าง December 29th ถึง January 3rd
- การเดินทาง: จาก Kamakura Station เดินประมาณ 20 นาที หรือขึ้นรถบัสระยะสั้น ๆ ไปยัง Hokokuji Temple โดยขึ้นรถบัสท้องถิ่น (เช่น Keikyu Bus หรือ Enoden Bus) จากทางออกฝั่งตะวันออกของ Kamakura Station มุ่งหน้าไป Jomyoji แล้วลงที่ป้าย Jomyoji จากนั้นเดินต่อ 3 นาทีถึงวัด
ช่วงเวลาแห่งเซน: ค่อย ๆ ละเลียดมัทฉะ ใช้เวลาสังเกตพิธีการ ดื่มด่ำกับรสชาติ และปล่อยให้บรรยากาศอันเงียบสงบโอบล้อมคุณ นี่คือช่วงเวลาแห่งสติท่ามกลางการเดินทาง
รถราง Enoden อันเป็นเอกลักษณ์และทางข้าม Slam Dunk
Enoden Line เป็นมากกว่าวิธีการเดินทาง เพราะเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ Kamakura-Enoshima รถรางรางเดี่ยวอันมีเสน่ห์นี้คดเคี้ยวไปตามชายฝั่ง มอบวิวมหาสมุทรแปซิฟิก ย่านบ้านเรือนน่ารัก และพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์ ตู้รถไฟสไตล์เรโทรชวนให้หวนนึกถึงอดีต และการได้นั่งรถไฟสายนี้ก็เป็นไฮไลต์ของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
ทางข้าม Slam Dunk: ปรากฏการณ์วัฒนธรรมป๊อป
จุดหนึ่งบน Enoden Line ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยวจากเอเชีย รวมถึงอินเดียและบังกลาเทศที่เติบโตมากับอนิเมะและมังงะญี่ปุ่น จุดนี้คือ “Slam Dunk Crossing” (Kamakurakokomae Crossing) ซึ่งอยู่ด้านหน้าสถานี Kamakurakokomae พอดี สถานที่นี้โด่งดังจากการปรากฏในฉากเปิดของอนิเมะบาสเกตบอลยุค 90s เรื่อง Slam Dunk
ในฉากดังกล่าว รถราง Enoden แล่นผ่านทางข้ามรถไฟ โดยมีมหาสมุทรระยิบระยับอยู่ด้านหลัง เป็นภาพที่แฟน ๆ จดจำได้ทันที นักท่องเที่ยวจึงพากันมาถ่ายภาพเลียนแบบฉากอันเป็นเอกลักษณ์ โดยรอให้รถรางแล่นผ่านเพื่อเก็บภาพที่สมบูรณ์แบบ แม้คุณจะไม่คุ้นเคยกับอนิเมะ วิวทะเลที่นี่ โดยเฉพาะในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ก็ยังสวยงดงามมาก
การนั่ง Enoden
Enoden เชื่อม Kamakura Station กับ Fujisawa Station โดยมี Enoshima Station เป็นสถานีสำคัญระหว่างทาง ค่าโดยสารเที่ยวเดียวจาก Kamakura ไป Enoshima อยู่ที่ประมาณ ¥260 (ประมาณ ₹145 หรือ ৳300) หากคุณมี Odakyu Enoshima-Kamakura Free Pass การเดินทางด้วย Enoden ทุกเที่ยวจะรวมอยู่ในพาส ทำให้ขึ้นลงได้อย่างอิสระ
เคล็ดลับการนั่ง Enoden:
- ที่นั่งริมหน้าต่าง: พยายามเลือกที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อชมวิวให้ดีที่สุด โดยเฉพาะฝั่งทะเลระหว่าง Kamakura-Kōkō-Mae และ Enoshima
- มารยาทในการถ่ายภาพ: ที่ Slam Dunk Crossing โปรดระวังรถและคนเดินเท้า ห้ามยืนบนรางหรือกีดขวางถนนเพื่อถ่ายภาพ ความปลอดภัยต้องมาก่อน!
- ความถี่ของรถไฟ: รถไฟวิ่งบ่อย โดยทั่วไปทุก 10-12 นาที จึงไม่ต้องรอนาน
เกาะ Enoshima: สนามเด็กเล่นริมทะเล
เกาะ Enoshima เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ด้วยสะพานสำหรับคนเดิน เป็นจุดหมายที่ผสมผสานความงามทางธรรมชาติ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และกิจกรรมพักผ่อนไว้อย่างลงตัว ที่นี่ได้รับความนิยมทั้งจากคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่น เกาะแห่งนี้อุทิศให้แก่ Benten (Benzaiten) หนึ่งในเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้ง Seven Lucky Gods ของญี่ปุ่น และเป็นเทพีแห่งดนตรี ความบันเทิง และโชคลาภ
ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดใน Enoshima
เมื่อข้าม Benten Bridge (เดินประมาณ 15-20 นาทีจาก Enoshima Station หรือ Katase-Enoshima Station) คุณจะเข้าสู่ถนนสายหลักอันคึกคักของ Enoshima ซึ่งเรียงรายไปด้วยร้านของฝากและร้านอาหาร
- Enoshima Shrine: สถานที่ท่องเที่ยวหลักของเกาะแห่งนี้จริง ๆ แล้วเป็นกลุ่มศาลเจ้าสามแห่งที่กระจายอยู่ทั่วเกาะ ศาลเจ้าแห่งแรกที่คุณจะพบคือ Hetsumiya ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเกาะ ถัดขึ้นไปบนเนินคือ Nakatsumiya และด้านบนสุดคือ Okutsugu คุณสามารถเดินขึ้นบันไดจำนวนมาก หรือใช้ Enoshima Escar ซึ่งเป็นบันไดเลื่อนกลางแจ้งหลายช่วงเพื่อประหยัดแรง
- Enoshima Sea Candle: บนยอดเกาะเป็นที่ตั้งของ Enoshima Sea Candle ประภาคารพร้อมจุดชมวิวที่มองเห็นชายฝั่ง อ่าว Sagami และในวันที่อากาศแจ่มใสอาจเห็นถึง Mount Fuji ได้แบบ 360 องศา วิวพระอาทิตย์ตกจากที่นี่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษ
- ค่าเข้าชม: จุดชมวิว Enoshima Sea Candle โดยทั่วไปมีค่าใช้บริการ ¥500 (ประมาณ ₹280 หรือ ৳580) สำหรับผู้ใหญ่ มีตั๋วแบบรวมที่ครอบคลุมบันไดเลื่อนและสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ให้เลือกซื้อ
- Samuel Cocking Garden: รอบ ๆ Sea Candle คือ Samuel Cocking Garden สวนพฤกษศาสตร์ที่จัดแสดงพืชหลากหลายชนิด รวมถึงพืชเขตร้อน แม้จะตั้งอยู่ในพื้นที่อากาศอบอุ่น สวนแห่งนี้ประดับไฟอย่างงดงามในช่วงค่ำของฤดูหนาว
- ค่าเข้าชม: ค่าเข้าสวนโดยทั่วไปอยู่ที่ ¥200 (ประมาณ ₹112 หรือ ৳230)
- Iwaya Caves: ถ้ำทะเลโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ปลายสุดของเกาะ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่ Benten เทพผู้พิทักษ์ Enoshima ปรากฏตัวครั้งแรก ภายในถ้ำมีแสงสลัว และคุณสามารถสำรวจโดยใช้เทียนที่ทางสถานที่จัดเตรียมไว้ ทำให้บรรยากาศน่าประทับใจยิ่งขึ้น ถ้ำหนึ่งอุทิศให้แก่ Benten ส่วนอีกถ้ำอุทิศให้แก่มังกร
- ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชม Iwaya Caves อยู่ที่ ¥500 (ประมาณ ₹280 หรือ ৳580) สำหรับผู้ใหญ่
ตั๋วแบบรวม: หากต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ลองซื้อตั๋วแบบรวมอย่าง “Enopass” ซึ่งครอบคลุมบันไดเลื่อน Sea Candle, Samuel Cocking Garden และ Iwaya Caves โดยทั่วไป Enopass มีราคาอยู่ที่ประมาณ ¥1,200 (ประมาณ ₹672 หรือ ৳1,400) สำหรับผู้ใหญ่
การเดินทาง: จาก Kamakura ขึ้น Enoden Line ไป Enoshima Station (ประมาณ 25-30 นาที) จาก Enoshima Station เดินข้ามสะพานไปยังเกาะประมาณ 15 นาที อีกทางเลือกหนึ่งคือจาก Shinjuku ขึ้น Odakyu Romancecar ไป Katase-Enoshima Station ซึ่งอยู่ใกล้สะพานมากกว่า
อาหารมังสวิรัติและฮาลาลแบบปลอดชิราสึ
สำหรับนักเดินทางจากอินเดียและบังกลาเทศ เรื่องอาหารมักเป็นข้อกังวลสำคัญ โดยเฉพาะการหาอาหารมังสวิรัติและฮาลาลในญี่ปุ่น แม้ญี่ปุ่นจะรองรับความต้องการด้านอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ Kamakura และ Enoshima เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว จึงมีตัวเลือกอยู่บ้าง แต่คุณจำเป็นต้องรู้ว่าควรมองหาอะไร
ทำความเข้าใจกับปัญหา Shirasu
อาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อในพื้นที่ Kamakura-Enoshima คือ shirasu (しらす) ซึ่งหมายถึงปลาซาร์ดีน ปลาแอนโชวี หรือปลาเฮร์ริงขนาดเล็กที่ยังไม่โตเต็มวัย มักเสิร์ฟแบบดิบ (nama-shirasu) ต้ม (kamaage-shirasu) หรือทอด แม้จะอร่อยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารทะเล แต่แน่นอนว่าไม่ใช่อาหารมังสวิรัติ ปัญหาคือบางครั้ง shirasu อาจแฝงอยู่ในเมนูที่ดูเหมือนเป็นมังสวิรัติ เช่น สลัดหรือข้าวหน้าอาหารต่าง ๆ โดยใช้เป็นเครื่องโรยหน้าหรือเพิ่มรสชาติ
ประโยคสำคัญที่ควรใช้: หากต้องการให้แน่ใจว่าอาหารของคุณ ไม่มี shirasu ลองพูดว่า: "Shirasu nuki de onegaishimasu" (しらす抜きでお願いします) ซึ่งหมายถึง “กรุณาไม่ใส่ shirasu” หากต้องการย้ำให้ชัดเจนว่ารับประทานมังสวิรัติ ให้พูดว่า: "Watashi wa bejitarian desu. Niku to sakana o tabemasen." (私はベジタリアンです。肉と魚を食べません。) - “ฉันเป็นมังสวิรัติ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์หรือปลา”
ตัวเลือกอาหารมังสวิรัติใน Kamakura & Enoshima
- อาหารวัด (Shojin Ryori): วัดบางแห่ง โดยเฉพาะใน Kamakura มีบริการ shojin ryori หรืออาหารมังสวิรัติแบบพุทธดั้งเดิม นี่เป็นประสบการณ์อาหารมังสวิรัติที่แท้และรับรองได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม มักเสิร์ฟเป็นชุด ราคาค่อนข้างสูง (โดยทั่วไป ¥2,000-¥5,000 ประมาณ ₹1,120-₹2,800) และต้องจองล่วงหน้า Enkakuji Temple อาจมีบริการอาหารประเภทนี้ แต่ควรสอบถามและยืนยันล่วงหน้า
- โซบะและอุด้ง: ร้านโซบะ (เส้นบัควีต) และอุด้ง (เส้นข้าวสาลีแบบหนา) หลายร้านสามารถเตรียมเมนูมังสวิรัติได้ สิ่งสำคัญคือต้องขอน้ำซุปที่ไม่ใส่ katsuobushi (ปลาโอแห้ง) ซึ่งเป็นส่วนผสมพื้นฐานของน้ำซุปดาชิญี่ปุ่น ให้ขอ "katsuobushi nuki no dashi" (鰹節抜きのだし - ดาชิที่ไม่ใส่ปลาโอแห้ง) หรือ "konbu dashi" (昆布だし - ดาชิจากสาหร่ายคอมบุ) บางร้านอาจมีน้ำซุปซีอิ๊วแบบใสให้เลือก ลองมองหาเมนูเทมปุระ แต่ควรตรวจสอบว่าเป็นผักล้วนและทอดในน้ำมันแยก หากคุณเคร่งครัดเรื่องอาหารมาก
- ข้าวแกงกะหรี่: แกงกะหรี่ญี่ปุ่นมักปรับเป็นมังสวิรัติได้ แต่รูซ์บางชนิดอาจมีสารสกัดจากเนื้อสัตว์ผสมอยู่ ให้มองหา “vegetable curry” (野菜カレー - yasai kare) หรือ “meat-free curry” (肉なしカレー - niku nashi kare) Coco Ichibanya เชนร้านแกงกะหรี่ยอดนิยม มีสาขาในญี่ปุ่นที่ให้คุณปรับแต่งแกงกะหรี่ได้ และมักมีตัวเลือกมังสวิรัติพร้อมรับรองว่าออร์เดอร์ของคุณไม่ใช้เนื้อสัตว์ แม้จะไม่ใช่อาหารหรู แต่เป็นตัวเลือกที่ไว้ใจได้
- ข้าวปั้น (Onigiri) และ Inari Sushi: ร้านสะดวกซื้อ (konbini) อย่าง 7-Eleven, FamilyMart และ Lawson คือเพื่อนคู่ใจของคุณ! ร้านเหล่านี้มักมีข้าวปั้นไส้ธรรมดา (เกลือ บ๊วยดอง หรือสาหร่ายคอมบุ) และ inari sushi (ข้าวซูชิห่อด้วยเต้าหู้ทอด) ซึ่งโดยทั่วไปเป็นอาหารมังสวิรัติ เหมาะเป็นของว่างหรือมื้ออาหารที่รวดเร็วและราคาไม่แพง แต่ควรตรวจสอบส่วนผสมบนบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียดเสมอ
- ฟาลาเฟล/ฮัมมุสและอาหารนานาชาติ: เมื่อการท่องเที่ยวเติบโตขึ้น คุณอาจพบคาเฟ่หรือร้านอาหารนานาชาติบางแห่งที่มีฟาลาเฟล ฮัมมุส หรือเมนูมังสวิรัติที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ลองค้นหา “vegetarian food Kamakura” หรือ “vegan food Enoshima” ใน Google Maps อาจพบตัวเลือกที่น่าสนใจเกินคาด
- คาเฟ่: คาเฟ่หลายแห่งมีแซนด์วิช ขนมอบ และบางครั้งมีพาสต้าแบบง่าย ๆ ให้บริการ ควรสอบถามส่วนผสมให้แน่ใจ “No meat, no fish, no egg” (niku nashi, sakana nashi, tamago nashi) เป็นประโยคที่มีประโยชน์
ตัวเลือกฮาลาล
การหาร้านอาหารฮาลาลโดยเฉพาะอาจยากขึ้นนอกเมืองใหญ่ เช่น Tokyo หรือ Osaka อย่างไรก็ตาม หลักการเดียวกับการหาอาหารมังสวิรัติก็ยังใช้ได้ เพียงต้องคำนึงถึงปัจจัยเพิ่มเติมดังนี้:
- อาหารทะเล: หากคุณรับประทานอาหารทะเลได้ จะมีตัวเลือกมากขึ้น แต่ควรระวังการปนเปื้อนข้ามและวิธีการปรุงเสมอ
- แอลกอฮอล์: อาหารญี่ปุ่นหลายชนิดใช้ mirin (สาเกหวานสำหรับปรุงอาหาร) หรือ sake ให้สอบถามว่ามีการใช้ส่วนผสมเหล่านี้หรือไม่: "Mirin/sake o tsukatte imasu ka?" (みりん・酒を使っていますか? - ใช้ mirin/sake หรือไม่?)
- “Muslim-Friendly” หรือ “Halal-Certified”: มองหาป้ายเหล่านี้ ร้านอาหารบางแห่งอาจไม่ได้รับการรับรองฮาลาลอย่างเต็มรูปแบบ แต่พยายามรองรับชาวมุสลิมด้วยการเสนอเมนูที่ไม่ใส่หมูหรือแอลกอฮอล์ ควรสอบถามพนักงานเพื่อยืนยันเสมอ
- ร้านอาหารนานาชาติ: เช่นเดียวกับตัวเลือกมังสวิรัติ ร้านอาหารนานาชาติ (เช่น อาหารอินเดียหรือตะวันออกกลาง) มีแนวโน้มรองรับความต้องการด้านอาหารฮาลาลมากกว่า ใช้ Google Maps ค้นหา “halal food Kamakura” หรือ “halal food Enoshima”
เคล็ดลับจากผู้มีประสบการณ์: ดาวน์โหลดแอปแปลภาษาลงในโทรศัพท์ การจดประโยคสำคัญไว้หรือเปิดให้พนักงานดูได้ง่ายจะช่วยลดความกังวลเรื่องอาหารได้มาก อย่าเขินอายที่จะถาม เพราะตามธรรมเนียมการบริการแบบญี่ปุ่น พนักงานมักพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือคุณ
ตามล่าพระอาทิตย์ตก: จุดชมวิวที่ดีที่สุดใน Kamakura & Enoshima
หลังจากเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ มาทั้งวัน ไม่มีวิธีปิดท้ายทริปใดดีไปกว่าการชมพระอาทิตย์ตกเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้ง Kamakura และ Enoshima มีจุดชมวิวชั้นเยี่ยมสำหรับประสบการณ์แสนวิเศษนี้
เกาะ Enoshima: บริเวณ Sea Candle และ Iwaya Caves
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเกาะ Enoshima เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ยอดเยี่ยมที่สุด
- Enoshima Sea Candle: ขึ้นไปยังจุดชมวิวของ Sea Candle เพื่อสัมผัสทัศนียภาพแบบพาโนรามาอย่างแท้จริง ขณะที่ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้าและแต่งแต้มท้องฟ้าด้วยสีส้มแดง คุณจะมองเห็นอ่าว Sagami คาบสมุทร Izu ที่อยู่ไกลออกไป และอาจเห็นเงาของ Mount Fuji ในวันที่อากาศปลอดโปร่งเป็นพิเศษ วิวทะเล สีสันของท้องฟ้าที่เปลี่ยนไป และสายลมอ่อน ๆ ทำให้ช่วงเวลานี้น่าจดจำ
- Iwaya Caves และ Chigogafuchi: บริเวณรอบ Iwaya Caves โดยเฉพาะแนวชายฝั่งหินที่รู้จักกันในชื่อ Chigogafuchi มอบบรรยากาศชมพระอาทิตย์ตกที่เป็นธรรมชาติและดิบกว่า คุณสามารถนั่งบนโขดหินและชมคลื่นกระทบฝั่งขณะดวงอาทิตย์ลับลง จุดนี้ให้มุมมองที่น่าตื่นตา โดยเฉพาะเมื่อคลื่นสะท้อนแสงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี
Inamuragasaki Park
Inamuragasaki Park ตั้งอยู่ระหว่าง Kamakura และ Enoshima เป็นอีกตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมและคนไม่พลุกพล่านมากสำหรับผู้ชื่นชอบพระอาทิตย์ตก สวนเล็ก ๆ แสนสวยแห่งนี้ตั้งอยู่บนแหลมที่ยื่นออกไปเหนือทะเล มองเห็นเกาะ Enoshima ได้ชัดเจน และในวันที่อากาศแจ่มใสยังอาจเห็น Mount Fuji ที่นี่เป็นจุดยอดนิยมของช่างภาพและคู่รัก บรรยากาศเงียบสงบ และภาพดวงอาทิตย์ลับหลังเกาะ Enoshima ก็สวยราวกับภาพวาด คุณสามารถเดินทางไป Inamuragasaki Park ด้วย Enoden Line โดยลงที่ Inamuragasaki Station แล้วเดินต่ออีกไม่นาน
วางแผนเวลาไปชมพระอาทิตย์ตก: ตรวจสอบเวลาพระอาทิตย์ตกของ Kamakura/Enoshima ทางออนไลน์สำหรับวันที่จะเดินทาง ควรไปถึงจุดที่เลือกอย่างน้อย 30-45 นาทีก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกอย่างเป็นทางการ เพื่อจับจองตำแหน่งชมวิวที่ดีและดูการเปลี่ยนแปลงของสีท้องฟ้า
ตัวอย่างทริปหนึ่งวัน: Kamakura & Enoshima สำหรับมือใหม่
นี่คือตัวอย่างแผนการเดินทางที่ออกแบบมาสำหรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียและบังกลาเทศ โดยคำนึงถึงเวลาเดินทาง ช่วงพักรับประทานอาหาร และไฮไลต์สำคัญต่าง ๆ
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณทั้งหมด (ไม่รวมการเดินทางจาก Tokyo ไป Kamakura และสมมติว่าใช้ Odakyu Free Pass): ~¥2,500 - ¥3,500 ต่อคน (ประมาณ ₹1,400 - ₹1,960 หรือ ৳2,900 - ৳4,000) สำหรับค่าเข้าชมและอาหารกลางวันมังสวิรัติ/ฮาลาลแบบเรียบง่าย
ช่วงเช้า (เน้น Kamakura):
- 8:00 AM: ออกจาก Shinjuku (Tokyo) ด้วย Odakyu Enoshima-Kamakura Free Pass
- 9:30 AM: ถึง Kamakura Station มุ่งหน้าไปยังพระใหญ่โดยตรง
- การเดินทาง: ขึ้น Enoden Line จาก Kamakura Station ไป Hase Station (5 นาที รวมอยู่ในพาส) เดินต่อ 7 นาทีถึง Kotoku-in Temple
- กิจกรรม: ชม Daibutsu ค่าเข้า: ¥300 (₹168) เข้าไปด้านในเพิ่มเติม: ¥50 (₹28)
- 10:45 AM: เดินจาก Kotoku-in Temple ไป Hasedera Temple (10-15 นาที)
- กิจกรรม: สำรวจสวนของ Hasedera ชมรูปปั้น Kannon และวิวทะเล ค่าเข้า: ¥400 (₹224)
- 12:00 PM: รับประทานอาหารกลางวันใน Kamakura
- อาหาร: มองหาร้านโซบะ/อุด้งใกล้ Kamakura Station และแจ้งอย่างชัดเจนว่าต้องการ “katsuobushi nuki no dashi” สำหรับน้ำซุปมังสวิรัติ หรือเลือกร้านข้าวแกงกะหรี่หรือคาเฟ่นานาชาติ งบประมาณ ¥1,000-¥1,500 (₹560-₹840)
ช่วงบ่าย (เน้น Enoshima):
- 1:30 PM: ขึ้น Enoden Line จาก Hase Station ไป Kamakurakokomae Station
- กิจกรรม: แวะถ่ายภาพที่ “Slam Dunk Crossing” อย่างรวดเร็ว (โปรดระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัย!)
- 2:00 PM: เดินทางต่อด้วย Enoden Line ไป Enoshima Station (ประมาณ 10-15 นาทีจาก Kamakurakokomae)
- 2:30 PM: เดินข้าม Benten Bridge ไปยังเกาะ Enoshima (ใช้เวลาเดิน 15-20 นาที)
- กิจกรรม: พิจารณาซื้อ “Enopass” (¥1,200/₹672) เพื่อความสะดวก
- สำรวจ Enoshima Shrine (ใช้บันไดเลื่อนได้หากต้องการ), Samuel Cocking Garden และ Iwaya Caves
- 4:30 PM: มุ่งหน้าไปยัง Enoshima Sea Candle
ช่วงเย็น (ชมพระอาทิตย์ตกและเดินทางกลับ):
- 5:00 PM - Sunset: ขึ้น Enoshima Sea Candle เพื่อชมพระอาทิตย์ตก เพลิดเพลินกับวิวพาโนรามาขณะดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า (ตรวจสอบเวลาพระอาทิตย์ตกในท้องถิ่น) ค่าเข้า: รวมอยู่ใน Enopass หรือ ¥500 (₹280) หากซื้อแยก
- 6:30 PM: ลงจาก Sea Candle แวะซื้อของว่างหรือเครื่องดื่มเบา ๆ บนถนนสายหลักของ Enoshima
- 7:00 PM: เดินข้ามสะพานกลับไปยัง Katase-Enoshima Station (Odakyu Line) หรือ Enoshima Station (Enoden Line)
- 7:30 PM onwards: ขึ้น Odakyu Line กลับไป Shinjuku (รวมอยู่ในพาส) ถึง Tokyo ประมาณ 9:00 PM - 9:30 PM
สรุปสิ่งสำคัญสำหรับทริป Kamakura & Enoshima
- เลือกพาสให้เหมาะสม: หากไม่มี JR Pass, Odakyu Enoshima-Kamakura Free Pass (ประมาณ ¥1,640 / ₹918) จะช่วยให้เดินทางสะดวกและประหยัดที่สุด
- ดื่มด่ำกับ Enoden: รถราง Enoden ไม่ใช่เพียงพาหนะ แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชมวิวในตัวเอง ลองนั่งและเพลิดเพลินกับวิวชายฝั่ง
- เตรียมตัวเรื่องอาหาร: สำหรับอาหารมังสวิรัติและฮาลาล ควรเรียนรู้ประโยคภาษาญี่ปุ่นที่จำเป็น ค้นคว้าร้านอาหารล่วงหน้า และอย่ามองข้ามร้านสะดวกซื้อสำหรับของว่างที่ไว้วางใจได้ ประโยค “Shirasu nuki de onegaishimasu” (กรุณาไม่ใส่ shirasu) เป็นประโยคสำคัญที่ควรรู้
- อย่าเร่งรีบเกินไป: แม้จะเที่ยวได้ภายในหนึ่งวัน แต่ทั้ง Kamakura และ Enoshima ก็มีสถานที่น่าสนใจมากมาย เลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่คุณสนใจจริง ๆ หรือพิจารณาค้างคืนหากมีเวลา
- รองเท้าที่ใส่สบายเป็นสิ่งจำเป็น: คุณจะต้องเดินพอสมควร โดยเฉพาะบนเกาะ Enoshima ที่มีทางลาดและบันได
- ตรวจสอบเวลาเปิดทำการ: เวลาเปิดของวัดและสถานที่ท่องเที่ยวอาจเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ควรยืนยันข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทางเสมอ
- วิวพระอาทิตย์ตกคุ้มค่ากับการรอคอย: วางแผนอยู่จนถึงพระอาทิตย์ตก โดยเฉพาะบนเกาะ Enoshima หรือที่ Inamuragasaki Park เพื่อปิดท้ายวันอย่างน่าประทับใจ
FAQ
Q. เที่ยว Kamakura และ Enoshima ภายในหนึ่งวันพอไหม? A. พอ หากวางแผนดี ทริปหนึ่งวันก็เพียงพอสำหรับไฮไลต์หลักของ Kamakura (พระใหญ่, Hasedera) และเกาะ Enoshima (ศาลเจ้า, Sea Candle, พระอาทิตย์ตก) โดยเฉพาะเมื่อมีรถราง Enoden ที่ช่วยให้เดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากคุณชอบเที่ยวแบบสบาย ๆ หรืออยากสำรวจวัดเพิ่มเติม ก็สามารถพิจารณาพักค้างคืนได้
Q. จะหาอาหารมังสวิรัติที่ไม่มี shirasu ได้อย่างไร? A. ควรถามให้ชัดเจนเสมอ ใช้ประโยค "Shirasu nuki de onegaishimasu" (กรุณาไม่ใส่ shirasu) สำหรับความต้องการด้านอาหารมังสวิรัติโดยทั่วไป ให้บอกว่า "Watashi wa bejitarian desu. Niku to sakana o tabemasen." (ฉันเป็นมังสวิรัติ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์หรือปลา) มองหาร้านโซบะ/อุด้งที่ใช้น้ำซุปจากสาหร่ายคอมบุ หรือเลือกร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่มีตัวเลือกผักชัดเจน ร้านสะดวกซื้อก็มีตัวเลือกที่ปลอดภัย เช่น onigiri ธรรมดาหรือ inari sushi
Q. วิธีเดินทางจาก Tokyo ไป Kamakura ที่ดีที่สุดโดยไม่มี JR Pass คืออะไร? A. วิธีที่ประหยัดและสะดวกที่สุดคือซื้อ Odakyu Enoshima-Kamakura Free Pass จาก Shinjuku Station พาสนี้ครอบคลุมการเดินทางไปกลับ Fujisawa และการโดยสาร Enoden Line ไม่จำกัดเที่ยว ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่าง Kamakura และ Enoshima
Q. สามารถมองเห็น Mount Fuji จาก Kamakura หรือ Enoshima ได้ไหม? A. ได้ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว มักสามารถมองเห็นเงาภูเขา Mount Fuji อันสง่างามจากจุดชมวิวบางแห่งใน Kamakura (เช่น Inamuragasaki Park) และเกาะ Enoshima (เช่น จากจุดชมวิว Sea Candle หรือแนวชายฝั่ง Chigogafuchi)
Q. วัดใน Kamakura มีข้อกำหนดเรื่องการแต่งกายหรือไม่? A. แม้จะไม่มีระเบียบการแต่งกายอย่างเป็นทางการที่เข้มงวดเหมือนในบางประเทศ แต่ก็ควรแต่งกายสุภาพเมื่อมาเยี่ยมชมวัด โดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่เปิดเผยร่างกายมากเกินไป และควรถอดรองเท้าก่อนเข้าสู่หอพระบางแห่งตามธรรมเนียม
ความคิดเห็น
ยังไม่มีรีวิว — เป็นคนแรกสิ!



