
บ่อน้ำพุร้อนเบปปุฮัตโตะและทัวร์นรกจิโกกุเมกุริ
คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับการเพลิดเพลินกับ 'จิโกกุเมกุริ' สัญลักษณ์ของเบปปุภายใน 1 วัน โดยเน้นที่บ่อน้ำพุร้อนทะเลสีน้ำเงินโคบอลต์ (อุมิจิโกกุ) และบ่อน้ำพุร้อนบ่อเลือดสีแดง (ชิโนอิเกะจิโกกุ) พร้อมคำแนะนำโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเดินทาง อาหารอร่อยรอบๆ และเคล็ดลับที่ไม่ควรพลาด
1 เม.ย. 2569·✍️ olablog·⏱ 3 นาทีในการอ่าน
คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับการเพลิดเพลินกับ 'จิโกกุเมกุริ' สัญลักษณ์ของเบปปุภายใน 1 วัน โดยเน้นที่บ่อน้ำพุร้อนทะเลสีน้ำเงินโคบอลต์ (อุมิจิโกกุ) และบ่อน้ำพุร้อนบ่อเลือดสีแดง (ชิโนอิเกะจิโกกุ) พร้อมคำแนะนำโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเดินทาง อาหารอร่อยรอบๆ และเคล็ดลับที่ไม่ควรพลาด
แตะภูมิภาคเพื่อดูบทความ
หากคุณมาเยือนเบปปุ (Beppu) สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดคือ "จิโกกุเมกุริ" (Jigoku Meguri / Hell Tour) หรือ "ทัวร์นรกเบปปุ" ณ ปี 2026 ความอลังการและความลึกลับของสถานที่แห่งนี้ยังคงดึงดูดผู้มาเยือนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อุมิจิโกกุ" (Umi Jigoku / Sea Hell) ที่มีสีน้ำเงินโคบอลต์สวยงาม และ "ชิโนอิเกะจิโกกุ" (Chinoike Jigoku / Blood Pond Hell) ที่มีโคลนร้อนสีแดงพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน ถือเป็นไฮไลท์ของทัวร์นรกเลยทีเดียว ครั้งนี้ เราจะแนะนำเส้นทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเพลิดเพลินกับเสน่ห์ของเบปปุอย่างเต็มที่ภายใน 1 วัน โดยเน้นที่บ่อน้ำพุร้อนทั้งสองแห่งนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวครั้งแรกหรือผู้ที่เคยมาเยือนแล้ว โปรดใช้คู่มือนี้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการวางแผนการเดินทางที่น่าจดจำในเบปปุ
ภาพรวมของเบปปุฮัตโตะและจิโกกุเมกุริ: วัฒนธรรมออนเซ็นที่หลากหลายของเมืองแห่งน้ำพุร้อน
เมืองเบปปุ (Beppu) ได้รับการขนานนามว่าเป็น "เซ็นโตะ" (Sento / Hot Spring Capital) หรือเมืองหลวงแห่งน้ำพุร้อน ซึ่งมีปริมาณน้ำพุร้อนและจำนวนแหล่งกำเนิดน้ำพุร้อนมากที่สุดในญี่ปุ่น ในบรรดานั้น มีแหล่งน้ำพุร้อนหลัก 8 แห่งที่แตกต่างกันในด้านอุณหภูมิ คุณภาพน้ำ และทิวทัศน์ ซึ่งรวมเรียกว่า "เบปปุฮัตโตะ" (Beppu Hatto / Beppu Eight Hot Springs) แหล่งน้ำพุร้อนแต่ละแห่ง เช่น คาเมกาวะ (Kamegawa), ชิบาเซกิ (Shibaseki), คันนาวะ (Kannawa), เมียวบัน (Myoban), คังไคจิ (Kankaiji), ฮอตตะ (Hotta), ฮามาวากิ (Hamawaki) และเบปปุ (Beppu) ล้วนมีเสน่ห์เฉพาะตัวและมอบประสบการณ์ออนเซ็นที่หลากหลาย
และ "จิโกกุเมกุริ" (Jigoku Meguri) คือเส้นทางท่องเที่ยวที่พาคุณไปชมสถานที่ต่างๆ ที่มีไอน้ำ โคลนร้อน และน้ำร้อนพุ่งออกมาอย่างรุนแรง ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่คันนาวะ (Kannawa) และชิบาเซกิ (Shibaseki) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเบปปุฮัตโตะ แหล่งน้ำพุร้อนเหล่านี้พวยพุ่งมานานกว่า 1,000 ปี และเนื่องจากลักษณะที่ดุดัน จึงถูกเรียกว่า "จิโกกุ" (Jigoku) หรือ "นรก" ปัจจุบัน บ่อน้ำพุร้อนที่เปิดให้เข้าชมในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวมีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ "อุมิจิโกกุ" (Umi Jigoku), "โอนิอิชิโบะซุจิโกกุ" (Oniishi Bouzu Jigoku / Demon Stone Monk's Head Hell), "คามาโดะจิโกกุ" (Kamado Jigoku / Cooking Pot Hell), "โอนิยามะจิโกกุ" (Oniyama Jigoku / Demon Mountain Hell), "ชิราอิเกะจิโกกุ" (Shiraike Jigoku / White Pond Hell), "ชิโนอิเกะจิโกกุ" (Chinoike Jigoku) และ "ทัตสึมากิจิโกกุ" (Tatsumaki Jigoku / Spout Hell) แต่ละแห่งมีคุณภาพน้ำ สีสัน และทิวทัศน์ที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้มาเยือนไม่รู้สึกเบื่อเลย
ตั๋วเข้าชมรวมสำหรับจิโกกุเมกุริ ราคา 2,400 เยน (สำหรับผู้ใหญ่ 1 ท่าน ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2025) ซึ่งสามารถเข้าชมบ่อน้ำพุร้อนทั้ง 7 แห่งได้ หากเข้าชมแต่ละแห่งแยกกัน จะมีค่าใช้จ่าย 450 เยนต่อแห่ง การซื้อตั๋วรวมจะคุ้มค่ากว่าหากคุณต้องการเยี่ยมชมบ่อน้ำพุร้อนทั้ง 7 แห่ง เวลาทำการของบ่อน้ำพุร้อนทุกแห่งโดยทั่วไปคือ 8:00 น. ถึง 17:00 น. และเปิดตลอดทั้งปี ขอแนะนำให้ตรวจสอบรายละเอียดจากเว็บไซต์ทางการ
เริ่มต้นที่นี่! เจาะลึก "อุมิจิโกกุ" (Umi Jigoku) ทะเลสีน้ำเงินโคบอลต์อันงดงาม
"อุมิจิโกกุ" (Umi Jigoku) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของจิโกกุเมกุริ เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีบ่อน้ำสีน้ำเงินโคบอลต์สวยงามตามชื่อ แม้จะดูเย็นสบาย แต่มีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 98 องศาเซลเซียส และมีไอน้ำสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาจากบ่อตลอดเวลา ทิวทัศน์อันลึกลับนี้ยังคงดึงดูดผู้มาเยือนอย่างต่อเนื่อง อุมิจิโกกุเชื่อกันว่าเกิดจากการระเบิดของภูเขาทสึรุมิ (Tsurumi-dake Mountain) เมื่อประมาณ 1,200 ปีที่แล้ว และสีของน้ำเกิดจากธาตุเหล็กซัลเฟตที่อยู่ในน้ำพุร้อน อุมิจิโกกุยังได้รับการกำหนดให้เป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงามระดับประเทศอีกด้วย
เวลาทำการ / ค่าเข้าชม / การเดินทาง
- เวลาทำการ: 8:00 น. ถึง 17:00 น. (เปิดตลอดทั้งปี)
- ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 450 เยน (ประมาณ 108 บาท) สำหรับเข้าชมแยก, ตั๋วเข้าชมรวม 2,400 เยน (ประมาณ 576 บาท) (ใช้ร่วมกับบ่อน้ำพุร้อนอื่นๆ ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2025)
- การเดินทาง:
- รถบัส: จากทางออกทิศตะวันตกของสถานี JR เบปปุ (JR Beppu Station) โดยสารรถบัสคาเมะโนะอิ (Kamenoi Bus) สาย 2, 5, 41, 43 ประมาณ 20 นาที ลงที่ป้าย "อุมิจิโกกุมาเอะ" (Umi Jigoku-mae) แล้วเดินต่อทันที
- รถยนต์: จากทางด่วนเบปปุ (Beppu IC) ใช้เวลาขับรถประมาณ 5 นาที มีที่จอดรถฟรี (220 คัน)
จุดเด่นตามฤดูกาล / ช่วงเวลาที่ดีที่สุด
อุมิจิโกกุแสดงความงามตลอดทั้งปี แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเช้าของฤดูหนาว ไอน้ำจะพวยพุ่งออกมามากเป็นพิเศษเนื่องจากความแตกต่างของอุณหภูมิภายนอก ทำให้เกิดบรรยากาศที่น่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ ภายในสวนยังมีการปลูกบัวยักษ์ (Oga Hasu) ซึ่งจะบานสะพรั่งในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง ใบขนาดใหญ่ที่เด็ก (น้ำหนักไม่เกิน 20 กก.) สามารถขึ้นไปยืนได้นั้นเป็นสิ่งที่ต้องชม
ร้านอาหารและที่พักแนะนำรอบๆ
ภายในบริเวณอุมิจิโกกุ มีร้านค้าที่จำหน่าย "พุดดิ้งนึ่งจิโกกุ" (Jigoku Mushi Pudding) และ "ไข่ออนเซ็น" (Onsen Tamago) ซึ่งทำโดยใช้ความร้อนจากน้ำพุร้อน โดยเฉพาะพุดดิ้งนึ่งจิโกกุ มีเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มและรสขมเล็กน้อยที่ลงตัว เป็นเมนูที่คุณต้องลอง บริเวณรอบๆ มีโรงแรมและเรียวกังจำนวนมากในย่านคันนาวะออนเซ็น (Kannawa Onsen) ซึ่งหลายแห่งให้บริการอาหารนึ่งจิโกกุ ตัวอย่างเช่น "เฮียวตันออนเซ็น" (Hyotan Onsen) สามารถใช้บริการออนเซ็นแบบไปเช้าเย็นกลับได้ ซึ่งสะดวกสำหรับการแวะพักหลังจบทัวร์นรก
เคล็ดลับที่ไม่ควรพลาด / ข้อควรระวัง / มารยาท
- รองเท้า: แม้ว่าภายในสวนจะปูพื้นอย่างดี แต่ขอแนะนำให้สวมรองเท้าที่เดินสบาย
- การถ่ายภาพ: มีไอน้ำจำนวนมาก ทำให้เลนส์กล้องมีแนวโน้มที่จะเป็นฝ้าได้ง่าย ดังนั้นควรพกผ้าเช็ดเลนส์ไปด้วย นอกจากนี้ ในบริเวณที่มีไอน้ำพวยพุ่งแรง ควรระมัดระวังไม่ให้สมาร์ทโฟนหรือกล้องตก
- พืชและสัตว์: ภายในสวนมีพืชพรรณมากมาย รวมถึงบัวสายพันธุ์เขตร้อน แต่โปรดอย่าสัมผัสหรือนำกลับบ้าน
"ชิโนอิเกะจิโกกุ" (Chinoike Jigoku) บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นและความน่าสนใจ
"ชิโนอิเกะจิโกกุ" (Chinoike Jigoku) เป็นบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งมีมานานกว่า 1,300 ปี และถูกบันทึกไว้ในหนังสือ "บุนโกะโนะคุนิฟุโดกิ" (Bungo no Kuni Fudoki) ที่รวบรวมขึ้นในสมัยนารา โดยใช้ชื่อว่า "อากะยุเซ็น" (Akayusen) ตามชื่อของมัน บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้โดดเด่นด้วยโคลนร้อนสีแดงเข้ม ราวกับเลือดที่กำลังเดือดปุดๆ ซึ่งสร้างทิวทัศน์ที่น่าประทับใจ สีแดงนี้เชื่อกันว่าเกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างน้ำร้อนใต้ดินกับดินเหนียว ซึ่งมีธาตุเหล็กออกไซด์อยู่มาก ชิโนอิเกะจิโกกุยังได้รับการกำหนดให้เป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงามระดับประเทศอีกด้วย
เวลาทำการ / ค่าเข้าชม / การเดินทาง
- เวลาทำการ: 8:00 น. ถึง 17:00 น. (เปิดตลอดทั้งปี)
- ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 450 เยน (ประมาณ 108 บาท) สำหรับเข้าชมแยก, ตั๋วเข้าชมรวม 2,400 เยน (ประมาณ 576 บาท) (ใช้ร่วมกับบ่อน้ำพุร้อนอื่นๆ ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2025)
- การเดินทาง:
- รถบัส: จากหน้าสถานี JR เบปปุ (JR Beppu Station) โดยสารรถบัสคาเมะโนะอิ (Kamenoi Bus) สาย 26 (มุ่งหน้าคันนาวะ) ประมาณ 40 นาที ลงที่ป้าย "ชิโนอิเกะจิโกกุมาเอะ" (Chinoike Jigoku-mae) แล้วเดินต่อทันที
- รถยนต์: จากทางด่วนเบปปุ (Beppu IC) ใช้เวลาขับรถประมาณ 10 นาที มีที่จอดรถฟรี (150 คัน)
จุดเด่นตามฤดูกาล / ช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ชิโนอิเกะจิโกกุมีสีแดงที่เปลี่ยนไปตามแสงแดดที่ตกกระทบ ดังนั้นจึงแนะนำเป็นพิเศษให้มาเยือนในวันที่อากาศแจ่มใสช่วงกลางวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างระหว่างสีน้ำเงินของท้องฟ้ากับสีแดงของบ่อน้ำพุร้อนนั้นน่าประทับใจมาก ในฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้รอบๆ จะเปลี่ยนสี ทำให้เกิดทิวทัศน์ที่สวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีตัดกับบ่อน้ำพุร้อนสีแดง
ร้านอาหารและที่พักแนะนำรอบๆ
ที่ร้านค้าของชิโนอิเกะจิโกกุ มีจำหน่าย "ยาหม่องชิโนอิเกะ" (Chinoike Nankou) ซึ่งทำจากโคลนสีแดง และเชื่อกันว่ามีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนัง นอกจากนี้ ที่ "โกะคุราคุเต" (Gokurakutei) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณชิโนอิเกะจิโกกุ คุณสามารถเพลิดเพลินกับชุดอาหารโทริเท็น (Toriten) และอาหารนึ่งจิโกกุได้ บริเวณรอบๆ ยังมีร้านอาหารที่ให้บริการอาหารนึ่งจิโกกุอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะ "จิโกกุ มุชิ โคโบะ คันนาวะ" (Jigoku Mushi Kobo Kannawa / Hell-steaming Workshop Kannawa) เป็นสถานที่ยอดนิยมที่คุณสามารถนำวัตถุดิบมานึ่งเองได้ สำหรับที่พัก มีโรงแรมและเรียวกังบรรยากาศสงบหลายแห่งในย่านชิบาเซกิออนเซ็น (Shibaseki Onsen) และคาเมกาวะออนเซ็น (Kamegawa Onsen)
เคล็ดลับที่ไม่ควรพลาด / ข้อควรระวัง / มารยาท
- เสื้อผ้า: แม้ว่าโคลนสีแดงจะไม่กระเด็นออกมา แต่เพื่อความสบายใจ ควรใส่เสื้อผ้าที่เปื้อนได้
- รองเท้า: ภายในสวนค่อนข้างราบเรียบ แต่ก็มีบันได ดังนั้นควรเลือกรองเท้าที่เดินสบาย
- ทัตสึมากิจิโกกุ (Tatsumaki Jigoku): "ทัตสึมากิจิโกกุ" (Tatsumaki Jigoku) ตั้งอยู่ติดกับชิโนอิเกะจิโกกุ เป็นน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งออกมาทุกๆ ประมาณ 30-40 นาที ดังนั้นควรตรวจสอบเวลาพวยพุ่งล่วงหน้าหากต้องการเข้าชม สามารถเข้าชมได้ทั้งสองแห่งด้วยตั๋วเข้าชมรวม
วิธีการเที่ยวชมอย่างมีประสิทธิภาพและการเดินทาง: เคล็ดลับการใช้รถบัสและรถเช่า
บ่อน้ำพุร้อนจิโกกุเมกุริในเบปปุ (Beppu) แบ่งออกเป็นสองพื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่คันนาวะ (Kannawa) ซึ่งมี 5 แห่ง (อุมิจิโกกุ, โอนิอิชิโบะซุจิโกกุ, คามาโดะจิโกกุ, โอนิยามะจิโกกุ, ชิราอิเกะจิโกกุ) และพื้นที่ชิบาเซกิ (Shibaseki) ซึ่งมี 2 แห่ง (ชิโนอิเกะจิโกกุ, ทัตสึมากิจิโกกุ) การเลือกวิธีการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เที่ยวชมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเดินทางด้วยรถบัส
รถบัสคาเมะโนะอิ (Kamenoi Bus) ให้บริการบ่อยครั้งระหว่างบ่อน้ำพุร้อนหลักของจิโกกุเมกุริ โดยเฉพาะรถบัสประจำทางที่เชื่อมต่อสถานี JR เบปปุ (JR Beppu Station) ผ่าน "อุมิจิโกกุมาเอะ" (Umi Jigoku-mae) ไปยัง "ชิโนอิเกะจิโกกุมาเอะ" (Chinoike Jigoku-mae) นั้นสะดวกมาก
- ป้ายรถบัสหลัก:
- พื้นที่คันนาวะ (Kannawa): อุมิจิโกกุมาเอะ (Umi Jigoku-mae) (ใกล้กับอุมิจิโกกุ, โอนิอิชิโบะซุจิโกกุ, คามาโดะจิโกกุ, โ
ความคิดเห็น
ยังไม่มีรีวิว — เป็นคนแรกสิ!



